สรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริง “สีดอหูพับ” ล่าสุด กรมอุทยานฯ แถลงแล้ว

สรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริง “สีดอหูพับ” ล่าสุด กรมอุทยานฯ แถลง จนท.ช่วยเหลือตามแผนฉุกเฉิน ไม่ได้เกิดจากความจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ

9 มี.ค. 2569 นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วย นายธานี วงศ์นาค ผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอข้อเท็จจริง , นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า, นายณัฐวัฒน์ นุ้ยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 8 (ขอนแก่น) และสัตวแพทย์หญิง กิรณา นรเดชานนท์ สัตวแพทย์ กรมอุทยานแห่งชาติฯ

แถลงความคืบหน้า การตรวจสอบข้อเท็จจริง เคลื่อนย้ายช้างป่า “สีดอหูพับ” จากอุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย แต่เกิดเหตุการณ์ช้างป่าสีดอหูพับเสียชีวิตระหว่างเคลื่อนย้าย พร้อมผลการสอบสวน บทลงโทษ และแนวทางการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสัตว์ป่า

นายวีระ กล่าวว่า พวกเราเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อการจากไปของ “สีดอหูพับ” และขออภัยกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ที่พวกเราทุกคนไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และในอนาคต จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ซึ่งตลอด 30 วัน ที่ผ่านมา มีการสอบพยาน 20 ราย ตรวจเอกสารกว่า 100 ชุด และมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ให้ความเห็น จนนำมาสู่การแถลงข่าวในวันนี้

สรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริง "สีดอหูพับ" ล่าสุด กรมอุทยานฯ แถลงแล้ว

ด้าน นายธานี วงศ์นาค ผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอข้อเท็จจริง กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน เอกสาร รวม 117 ชุด และบันทึกถ้อยคำพยานบุคคล จำนวน 20 ราย เรียบร้อยแล้ว พร้อมชี้แจงเหตุผลความจำเป็น ในการเคลื่อนย้ายช้าง เป็นไปตามคำสั่งศาลปกครอง เนื่องจากมีชาวบ้านไปยื่นฟ้องต่อศาลฯ ยืนยันว่า กรมอุทยานฯ ได้ส่งเรื่องให้สำนักคดีปกครอง ขอนแก่น เพื่อยื่นคำให้การ และอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ศาลพิจารณาแก้ไขคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยยกเลิกกำหนดระยะเวลา 30 วัน หรือระงับการบังคับตามคำสั่งศาลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุด กรมอุทยานฯ ต้องดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครอง แม้จะมีการยื่นอุทธรณ์ก็ตาม เพราะกฎหมายมีสภาพบังคับ ต้องปฏิบัติตาม
ส่วนประเด็นการเคลื่อนย้ายช้างของเจ้าหน้าที่ ผิดต่อระเบียบกฎหมายหรือไม่ นายธานี กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้ตรวจสอบแล้ว เห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ เป็นการแก้ไข ป้องกันอันตรายแก่ประชาชน หรือสัตว์ ไม่ได้เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบ และการดำเนินการอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับประเด็นเทคนิคการใช้ยาซึม นายธานี ได้ไล่ไทม์ไลน์ การเคลื่อนย้ายช้างขึ้นรถ และผู้ควบคุมดูแล มีใครบ้าง โดยบอกว่า มีการใช้ยาซึม จำนวน 5 ครั้ง ก่อนที่ช้างจะทรุดตัวลงบนรถ จึงมีการให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม แต่ช้างยังอากาทรุดลงเรื่อยๆ มีเศษอ้อยที่ช้างป่ากินเข้าไป ออกมาจากช่องปาก จนท.จึงล้วงเศษอ้อยในปากออก เพื่อเคลียร์ทางเดินหายใจ ระหว่างนี้นำรถเครนเข้าช่วยเหลือ และให้ยาแก้ไขภาวะช็อก กระตุ้นการทำงานของหัวใจ กระทั่งเวลา 23.36 น. ไม่พบสัญญาณชีพของช้างป่า โดยผลผ่าซากชันสูตร พบเศษอาหาร เศษหญ้า ในช่องปาก กล้ามเนื้อหัวใจขยายตัว พบอ้อย และมันสำปะหลัง ในทางเดินอาหาร จำนวนมาก สันนิษฐานเบื้องต้น เกิดจากทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากการสำลักอาหาร ภาวะช็อก และหัวใจล้มเหลว

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาประเด็นการใช้ยาซึม ของชุดปฏิบัติการ สรุปได้ว่า การใช้ยาซึมเพื่อจับและเคลื่อนย้ายช้าง สีดอหูพับ ประกอบถ้อยคำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง (สัตวแพทย์) การใช้ยาซึมกับสีดอหูพับ ในปริมาณ 0.3-0.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นขนาดยาที่ใช้วางยาซึมช้างป่า ซึ่งอาศัยข้อมูลจากบันทึกการวางยาซึม ในช้างป่าตัวอื่นที่ผ่านมา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ เพศ อายุ สภาพร่างกาย สิ่งกระตุ้น แตกต่างกันในช้างป่าแต่ละตัว สรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริง "สีดอหูพับ" ล่าสุด กรมอุทยานฯ แถลงแล้ว

ด้าน นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า หลังจากนี้กรมอุทยานฯ จะยุติการเคลื่อนย้ายช้างป่า จนกว่าจะนำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงข้อห่วงใยทุกภาคส่วน ไปพัฒนาเทคนิค คู่มือวิธีการปฏิบัติงาน รวมทั้งจัดฝึกอบรวมเจ้าหน้าที่ ให้เข้าใจถึงแผนเผชิญเหตุ และแนวทางปฏิบัติร่วมกันที่ชัดเจนก่อน ภายใต้สภาวะความกดดันต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซ้อน และยกระดับการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าให้ปลอดภัยสูงสุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *