“เอกราช” เล่าหมดไม่มีกั๊ก หลังแยกทาง “ช่อง 3” และความรู้สึกที่มีต่อ “สรยุทธ-ไบรท์”

“เอกราช” เปิดใจหมดเปลือก หลังแยกทาง “ช่อง 3” เผยความผูกพัน 20 ปี “สรยุทธ-ไบรท์”

ข้อมูลจากคลิปวิดีโอในช่องยูทูบ “เอกราช เต็มหนุ่ย” เผยถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของ เอกราช เก่งทุกทาง ที่ได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกถึงการแยกทางกับ ช่อง 3 หลังร่วมงานกันมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี พร้อมเล่าถึงความทรงจำอันล้ำค่าและความผูกพันที่มีต่อครอบครัวข่าว โดยเฉพาะ สรยุทธ สุทัศนะจินดา และ ไบรท์ พิชญทัฬห์ รวมถึงเบื้องหลังการทำงานสุดหินที่ทุ่มเทเต็มร้อยเสมอมา

จุดเริ่มต้น 20 ปี กับคำว่า “ครอบครัว”

เอกราชเล่าว่า จุดเริ่มต้นการเข้ามาทำงานในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” เกิดขึ้นในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2004 จากการชักชวนของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยในตอนแรกเขาตั้งใจจะเข้ามาช่วยงานเพียงแค่หนึ่งเดือนแล้วแยกย้าย แต่เมื่อหมดสัญญา สรยุทธได้ชวนให้ทำหน้าที่ต่อไปเรื่อยๆ จนเวลาล่วงเลยมากว่า 20 ปี ซึ่งเอกราชมองว่าการร่วมงานครั้งนั้นเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เนื่องจากเขามีฐานผู้ชมจากการพากย์ฟุตบอลอยู่แล้ว ส่วนการมาอ่านข่าวหน้าจอก็ช่วยขยายกลุ่มผู้ชมให้กว้างขึ้นไปอีก

บรรยากาศการทำงานในช่วง 4-5 ปีแรกนั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนานและอบอุ่นเหมือนคนในบ้านเดียวกัน ซึ่งสะท้อนภาพของ “ครอบครัวข่าว” ได้อย่างแท้จริง ในยุคที่รายการข่าวรุ่งเรืองที่สุด พื้นที่บนเวทีแทบจะไม่พอให้ยืน เพราะเต็มไปด้วยคนข่าวฝีมือดีมากมาย ทั้ง กิตติ สิงหาปัด, กาละแมร์, ไก่ มีสุข และอีกหลายท่าน การจัดรายการในยุคนั้นมักจะเป็นรายการสดที่ไม่มีสคริปต์ตายตัว พิธีกรจากรายการต่างๆ มักจะเดินข้ามมาพูดคุยแซวกันอย่างเป็นกันเอง ซึ่งทุกคนก็รับส่งมุกกันอย่างสนุกสนานเพราะความคุ้นเคย

ความผูกพันลึกซึ้งต่อ “สรยุทธ” และ “ไบรท์”

สำหรับการทำงานกับ สรยุทธ สุทัศนะจินดา นั้น เอกราชเปิดเผยว่าเป็นการทำงานที่ท้าทายมาก เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะถูกโยนประเด็นอะไรมาให้กลางรายการสด แต่ความดิบของการด้นสดนี้เองที่กลายมาเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของรายการเรื่องเล่าเช้านี้

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความผูกพันกับเพื่อนร่วมงานที่สนิทสนมเหมือนพี่น้องแท้ๆ อย่าง ปอ ปุณยวีร์ ที่สามารถคุยได้ทุกเรื่อง, กุ๊ก กฤติกา ที่รู้ใจเขามากที่สุดและเก็บความลับเก่ง รวมถึง ไบรท์ พิชญทัฬห์ ที่เขารักและเอ็นดูเหมือนน้องสาวแท้ๆ โดยเอกราชชื่นชมว่าไบรท์เป็นผู้หญิงตัวเล็กแต่มีความเข้มแข็ง อดทน และมีความเป็นนักสู้สูงมาก แม้ว่าวันนี้จะไม่ได้ร่วมงานกันบนหน้าจอแล้ว แต่ความเป็นพี่น้องและการให้กำลังใจกันจะยังคงอยู่ตลอดไป

วีรกรรมสุดฮาในรายการสด ลืมสคริปต์-ชูนิ้วกลาง

การจัดรายการสดมักมาพร้อมกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเสมอ เอกราชได้เล่าถึงวีรกรรมสุดฮาว่า มีอยู่วันหนึ่งเขาเดินไปเข้าห้องน้ำก่อนขึ้นอ่านข่าวและเผลอลืมสคริปต์ทิ้งไว้ เมื่อถึงเวลาที่สรยุทธโยนข่าวมาให้ เขาจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเดินผ่านหน้ากล้องที่กำลังออกอากาศสด ไปกระซิบบอกสรยุทธว่าลืมสคริปต์ ให้ข้ามไปอ่านข่าวอื่นก่อน แล้วจึงเดินกลับไปหยิบสคริปต์ในห้องน้ำ มานั่งอ่านข่าวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อีกหนึ่งวีรกรรมที่หลายคนจำได้ดี เกิดขึ้นหลังงานแข่งขันฟุตบอลดาราของช่อง 3 ซึ่งเขาอาสาเป็นผู้รักษาประตูให้เด็กๆ เตะลูกโทษโชว์ในช่วงพักครึ่ง แต่กลับโดนเด็กกว่า 40 คนเตะลูกฟุตบอลใส่รัวๆ จนนิ้วกลางมือขวาหักและบวมเป่ง เมื่อมาจัดรายการเรื่องเล่าเช้านี้ สรยุทธได้ขอให้เขาโชว์นิ้วที่บาดเจ็บให้ดู เอกราชจึงชูนิ้วกลางที่บวมเป่งขึ้นมาสดๆ ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ด้วยความซื่อ จนช่างกล้องต้องมากระซิบเตือนในภายหลังว่าภาพที่ออกไปเหมือนกำลังชูนิ้วกลางให้ผู้ชม

เบื้องหลังการทำงานหนัก เพื่อ 4 นาทีบนหน้าจอ

หลายคนอาจมองว่าการอ่านข่าวกีฬาใช้เวลาหน้าจอเพียง 4-5 นาที แต่เอกราชเปิดเผยว่าเบื้องหลังนั้นใช้เวลายาวนานและหนักหน่วงมาก เขาต้องเป็นคนหาข่าว แปลข่าว และเขียนสคริปต์ด้วยตนเองทั้งหมด โดยตารางชีวิตในแต่ละวันของเขาเต็มไปด้วยความทุ่มเท ดังนี้

  1. ช่วงเช้า: จัดรายการเรื่องเล่าเช้านี้ จากนั้นต้องเตรียมเนื้อหาและอัดคลิปรายการ “เอกราช เต็มหนุ่ย” ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง
  2. ช่วงบ่าย: ทำรายการออนไลน์หรือเขียนคอลัมน์ กว่าจะได้กลับบ้านก็เป็นเวลาประมาณ 16.00 น.
  3. ช่วงค่ำ (19.00 – 22.00 น.): เริ่มหาข่าวและแปลข่าวสำหรับวันรุ่งขึ้น โดยต้องคัดเลือกข่าวที่มีสีสันและเข้าใจง่าย หากมีข่าวใหญ่ก็อาจลากยาวไปดึกกว่าปกติ
  4. ช่วงดึกและเช้ามืด: เข้านอนราว 23.00 น. และต้องตื่นในเวลา 03.00 น. เพื่อขับรถไปถึงสถานีในเวลา 05.00 น. และเตรียมสแตนด์บายอ่านข่าวตอน 06.20 น.

ในด้านอุดมการณ์การทำงาน เอกราชยึดหลักที่ได้รับการสั่งสอนมาจากครูในวงการอย่าง “พี่เปี๊ยก” ศุภพร มาพึ่งพงศ์ และ “พี่โย่ง” เอกชัย นพจินดา ที่สอนให้เขาพยายาม “ยกระดับคนดู” ด้วยการให้ข้อมูลเชิงลึกและชี้ให้เห็นจุดสำคัญของเกม เพื่อให้ผู้ชมได้ความรู้เพิ่มเติมจากการดูฟุตบอลเสมอ

บทสรุปและคำขอบคุณจากใจ

ในช่วงท้าย เอกราชสรุปว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ทั้งในฐานะนักพากย์ฟุตบอลและผู้ประกาศข่าว เขาได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถเกินร้อยเสมอ เพื่อสร้างความสุขให้กับประชาชน ไม่ว่าจะมีเวลาหน้าจอเพียงไม่กี่นาที หรือพากย์บอลเต็มเวลา 90 นาที เขาตั้งใจทำงานด้วยความรับผิดชอบอย่างสูงสุด พร้อมกับทิ้งท้ายอวยพรให้ผู้ชมทุกคนนำสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเองออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *