แค่ตุ่มน้ำใสที่มุมปาก สาวไม่ทันระวัง สุดท้ายลุกลามเป็น “สมองอักเสบจากเริม” แพทย์ชี้ยังรักษาไม่หายขาด
เกิดเหตุสะเทือนใจที่ประเทศจีน เมื่อหญิงวัยกว่า 30 ปี ในมณฑลส่านซี ซึ่งประกอบอาชีพเปิด ละเลยอาการตุ่มน้ำเล็กๆ บริเวณมุมปาก เพราะคิดว่าเป็นเพียงแผลร้อนในหรืออาการจากอากาศแห้ง สุดท้ายอาการกลับลุกลามรุนแรง กลายเป็นโรคสมองอักเสบจากเชื้อเริม และถูกประกาศว่าสมองตายในเวลาต่อมา
รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า หญิงรายดังกล่าว มีภาระงานหนักเป็นประจำ ก่อนเกิดเหตุเธอรู้สึกเจ็บแสบที่มุมปากและมีตุ่มน้ำเล็กๆ ขึ้นมา แต่เข้าใจว่าเป็นอาการ “ร้อนใน” หรือผิวแห้ง จึงซื้อยาทาฆ่าเชื้อมาใช้เองโดยไม่ได้ไปพบแพทย์

อาการไม่ดีขึ้น แถมลุกลามหนัก
แม้จะทายาแล้ว แต่อาการกลับไม่ทุเลา ตุ่มน้ำขยายวงกว้างขึ้น มุมปากบวมแดงมากกว่าเดิม ครอบครัวพยายามหายาสมุนไพรและเครื่องดื่มแก้ร้อนในมาให้ดื่ม แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น แถมเริ่มมีอาการชาบริเวณแก้ม
ไม่นานหลังจากนั้น เธอเริ่มมีไข้สูง อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด และอาเจียนรุนแรง อาการทรุดลงอย่างรวดเร็วในคืนเดียวกัน ครอบครัวจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน

แพทย์ชี้เชื้อเริมลุกลามเข้าสมอง
ผลตรวจในโรงพยาบาลพบว่า เธอไม่ได้เป็นเพียงไข้ธรรมดา แต่มีภาวะติดเชื้อรุนแรง หลังตรวจเลือดและสแกนสมองอย่างละเอียด แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น “สมองอักเสบจากเชื้อเริม” โดยเชื้อไวรัสจากตุ่มน้ำที่มุมปากได้ลุกลามเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เนื้อสมองบวมและอักเสบรุนแรง จนเกิดภาวะสมองล้มเหลว และในที่สุดถูกประกาศว่าสมองตาย
ด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผิวหนังจากโรงพยาบาลประชาชนเจิ้งโจว อธิบายว่า เชื้อไวรัสเริมชนิดธรรมดา (Herpes Simplex Virus) แบ่งเป็นชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 โดยมนุษย์เป็นพาหะเพียงชนิดเดียว เมื่อร่างกายติดเชื้อแล้ว ไวรัสจะซ่อนตัวอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต และสามารถกลับมาแสดงอาการได้เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
โดยทั่วไป ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เริมที่ริมฝีปาก แต่ในบางกรณีอาจลุกลามไปยังดวงตาหรือระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบได้ ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาด การรักษาหลักคือการใช้ยาต้านไวรัส และต้องให้เร็วที่สุด
เตือนอย่ามองข้ามสัญญาณอันตราย
แพทย์เตือนว่า แม้อาการเริมส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่หากมีไข้สูง ปวดศีรษะอย่างหนัก หรือมีอาการสับสน เปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกตัว โดยเฉพาะในผู้ที่เคยมีประวัติเริมที่ริมฝีปาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาทองในการรักษา
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่า อาการเล็กน้อยที่ดูเหมือนไม่อันตราย อาจซ่อนความเสี่ยงร้ายแรงไว้ได้ หากปล่อยปละละเลยโดยไม่เข้ารับการตรวจรักษาอย่างเหมาะสม